ที่ปรึกษาด้านการเงินและภาษี

คุณ อภิรัฐ ขาวสะอาด Tel 081-4616665 E-mail : apirathkh@gmail.com

เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง








เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุดปีละ ฿15,000 สำหรับคนที่จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา*1
เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

คนที่จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายให้ทั้งพ่อและแม่นั้นไปใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง รวมสูงสุดปีละไม่เกิน ฿15,000
ถ้าคู่สมรสของคุณไม่มีเงินได้ เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ของคู่สมรสก็นำไปใช้หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง รวมสูงสุดปีละไม่เกิน ฿15,000
ถ้ามีคุณจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาร่วมกันพี่น้องคนอื่นด้วย สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะเฉลี่ยตามจำนวนพี่น้องที่จ่ายร่วมกัน เช่น จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาไปจริง ฿15,000 และมีคุณกับพี่น้องคนอื่นร่วมกันจ่ายทั้งหมดรวม 3 คน แต่ละคนจะมีสิทธิหักลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาได้คนละ ฿5,000 (เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ฿15,000 ÷ 3 คน)

เงื่อนไขการรับสิทธิ

พ่อแม่เรา

คุณเองก็มีสิทธิหักลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาได้ถ้าทำตามเงื่อนไขทั้งหมดต่อไปนี้
  1. คุณเป็นลูกแท้ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อแม่ (ลูกบุญธรรมไม่มีสิทธิหักลดหย่อน)
  2. พ่อแม่มีรายได้ทั้งปีภาษีไม่เกิน ฿30,000 (ถ้า ฿30,000 พอดีก็ยังไม่ผิดเงื่อนไข)
  3. อย่างน้อยต้องมีเราหรือพ่อแม่เราคนใดคนหนึ่งที่อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษีนั้น
  4. เป็นความคุ้มครองพ่อแม่อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
    • เป็นประกันภัยคุ้มครองการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ;
    • เป็นประกันภัยอุบัติเหตุที่คุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูกด้วย;
    • เป็นประกันภัยโรคร้ายแรง (Critical Illnesses); หรือ
    • เป็นประกันภัยแบบดูแลระยะยาว (Long Term Care)

พ่อแม่คู่สมรส

คุณเองก็มีสิทธิหักลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่คู่สมรสได้ถ้าทำตามเงื่อนไขทั้งหมดต่อไปนี้
  1. คู่สมรสไม่มีรายได้เลยตลอดปีภาษีนั้น
  2. คู่สมรสของคุณเป็นลูกแท้ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อแม่ (ลูกบุญธรรมไม่มีสิทธิหักลดหย่อน)
  3. พ่อแม่มีรายได้ทั้งปีภาษีไม่เกิน ฿30,000 (฿30,000 พอดีก็ยังไม่ผิดเงื่อนไข)
  4. อย่างน้อยต้องมีเราหรือพ่อแม่เราคนใดคนหนึ่งที่อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษีนั้น
  5. เป็นความคุ้มครองพ่อแม่อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
    • เป็นประกันภัยคุ้มครองการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะ เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ;
    • เป็นประกันภัยอุบัติเหตุที่คุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูกด้วย;
    • เป็นประกันภัยโรคร้ายแรง (Critical Illnesses); หรือ
    • เป็นประกันภัยแบบดูแลระยะยาว (Long Term Care)

หลักฐานที่ต้องใช้

  • ใบเสร็จหรือหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันสุขภาพจากบริษัทประกัน

เรื่องที่มักเข้าใจผิดกันบ่อย

เบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายสำหรับทำประกันสุขภาพให้ ตัวเองหรือคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ ไม่สามารถใช้หักลดหย่อนภาษีได้ เพราะกฎหมายให้สิทธิประโยชน์สำหรับประกันสุขภาพที่ทำให้พ่อแม่เท่านั้น
เบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายสำหรับทำประกันชีวิตให้พ่อแม่ ไม่สามารถใช้หักลดหย่อนภาษีได้ เพราะกฎหมายให้สิทธิที่เกี่ยวกับการทำประกันให้พ่อแม่เฉพาะเบี้ยประกันสุขภาพเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายสำหรับทำประกันชีวิตให้ตัวเองหรือคู่สมรสที่ไม่มีรายได้สามารถให้หักลดหย่อนภาษีได้อยู่


อ้างอิง

  • *1 :
    ข้อ 1 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 162)

ประกันชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นจริงหรือ




ทุกครั้งที่นึกถึง “การประกัน” คำหนึ่งที่เรามักได้ยินควบคู่กันอยู่เสมอก็คือคำว่า “ความเสี่ยง” หรือ Risk ซึ่งหมายถึงความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่เป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งส่งผลกระทบ (ทางลบ) ต่อสถานะทางการเงินและสภาวะทางอารมณ์ของผู้ที่ได้รับเหตุการณ์ที่เป็นภัยนั้น เขียนเป็นสมการคณิตศาสตร์ง่ายๆ ได้ดังนี้

ความเสี่ยง (Risk)  =   โอกาสในการเกิดเหตุการณ์ที่เป็นภัย (Likelihood) x ความรุนแรงของผลกระทบ(Severity)

พูดให้ง่ายเข้าก็คือ การพิจารณาเรื่องของ “ความเสี่ยง” นั้น ต้องมองประกอบกันในสองมิติ นั่นคือ มิติด้านโอกาสในการเกิดภัยหรืออันตรายนั้น และอีกมิติก็คือ ความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดจากภัยนั้นๆ
ดังนั้น หากเราจะพิจารณากันในเรื่องของประกันชีวิต ก็ควรพิจารณากันในสองมิติสำคัญ นั่นคือ

1) โอกาสในการเสียชีวิต ซึ่งสามารถพิจารณาได้จาก เพศ อาชีพ การใช้ชีวิตประจำวัน โรคประจำตัว รวมไปถึงลักษณะนิสัย เช่น การทานอาหาร การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา การออกกำลังกาย ฯลฯ ของบุคคลนั้นๆ
อย่างเช่น บุคคลที่ทำอาชีพวิศวกรคุมงานก่อสร้าง ก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้มากกว่าพนักงานออฟฟิศ หรือคนที่ดื่มสุราเป็นประจำก็มีโอกาสเสียชีวิต (อายุสั้น) มากกว่าคนที่ไม่ดื่ม เป็นต้น

2) ความรุนแรงของผลกระทบ กรณีเสียชีวิต โดยให้พิจารณาว่า หากบุคคลนั้นเสียชีวิตลง หรือแม้แต่ทุพลภาพไป จะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของครอบครัว และบุคคลที่อยู่ข้างหลังอย่างไรบ้าง ถ้าหากการจากไปของเขาส่งผลกระทบให้ครอบครัว หรือคนข้างหลังต้องแบกภาระหนี้สินต่อ หรือขาดสภาพคล่องในการดำเนินชีวิต อย่างนี้ก็ถือว่ามีความรุนแรงและผลกระทบในระดับสูง

ประกันชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นจริงหรือ VDO ส่วนที่ 1


ประกันชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นจริงหรือ VDO ส่วนที่ 2


ทำไมต้องทำประกัน


หลากหลายความคิดกับการประกันชีวิต

Q: ประกันชีวิต ยังไม่จำเป็นต้องทำ
A: สินค้าประกันชีวิตเปรียบเสมือนร่มชูชีพหรือเครื่องดับเพลิงซึ่งจำเป็นที่จะต้อง "ซื้อก่อนที่จะใช้" หรือ "มีไว้ก่อนยามจำเป็น"  หากแต่เมื่อยามจำเป็นนั้นมาถึง เช่น กรณีเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุที่เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ผู้ถือกรมธรรม์ก็ยังมีเงินสำรองไว้สำหรับภาวะฉุกเฉินในขณะนั้น กล่าวคือ ประกันชีวิตควรมีไว้ล่วงหน้าเพื่อการดำเนินชีวิตเพื่อความไม่ประมาท

Q: ยังไม่ห่วงใคร อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้เกิด
A: กรมธรรม์ประกันชีวิต จะมีขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ถือกรมธรรม์มี "ความรัก" และ"ความห่วงใย" ต่อใครบางคน... ไม่ว่าจะเป็นภรรยา บุตร พ่อแม่ หรือพี่น้อง ในเวลาที่เขาไม่อยู่...ซึ่งจะเป็นเครื่องรับรองได้ว่า "คนที่อยู่ข้างหลัง"นั้นจะดำเนินชีวิตได้อย่างดีและมีคุณภาพ

Q: ประกันชีวิต คนจ่ายไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้จ่าย
A: การประกันชีวิตไม่ใช่เป็นการประกันชีวิตอย่างเดียวเช่นที่หลายท่านเข้าใจ หากแต่เป็นการวางแผนทางการเงินเพื่อสร้างความคุ้มครองให้แก่ผู้เอาประกันและครอบครัว โดยการประกันชีวิตนั้นมีหลายแบบ เช่น แบบสะสมทรัพย์นั้น ผู้ถือกรมธรรม์จะได้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ตามกำหนดระยะเวลาที่ผู้ถือกรมธรรม์ "ยังมีชีวิตอยู่" เช่น ในยามเกษียณอายุ และสามารถเพิ่มเติมผลประโยชน์ด้านค่ารักษาพยาบาลหรือโรคร้ายแรง หรือประกันอุบัติเหตุในระหว่างสัญญาได้อีกด้วย

Q: รวยอยู่แล้ว ไม่รู้จะทำประกันไปทำไม?
A:  ทางเราขอแสดงความยินดีกับการบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพของท่าน ซึ่งการประกันชีวิตก็เป็นการลงทุนที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมอีกทางหนึ่งซึ่งไม่มีความเสี่ยง และสามารถทราบผลตอบแทนที่แน่นอน อันเป็นการออมที่มีระบบ รวมทั้งได้สิทธิประโยชน์ในด้านการลดหย่อนภาษี

Q: ทำไมต้องเสียเบี้ยให้บริษัทประกัน เอาเงินไปฝากแบงค์ไม่ดีกว่าหรือ?
A: การฝากเงินกับบริษัทประกัน จริงๆแล้วก็คือการออมเงินประเภทฝากประจำไว้กับธนาคาร ต่างกันตรงที่การประกันชีวิตจะช่วย "กันเงิน" ออกจากการถอนง่าย และสามารถรับรองจำนวนเงินที่แน่นอนตามสัญญาในกรณีที่ผู้ถือกรมธรรม์มีชีวิตอยู่ตามระยะเวลาที่กำหนด หรือแม้กระทั่งผู้ถือกรมธรรม์เสียชีวิตลง ผู้รับประโยชน์จะได้รับจำนวนเงินเอาประกันซึ่งมากกว่าจำนวนเงินที่ฝาก ซึ่งคนทั่วไปจะไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการฝากเงินที่แบงค์ที่ปกติแล้วจะต้องเสียภาษีเงินฝากประจำนั้นด้วย

Q: สิ่งที่สถาบันการเงินให้เราไม่ได้
A: หลายคน... เคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ในการรอ...การร้องขอในการจัดการบัญชีเงินฝากเจ้ามรดก เพื่อนำไปใช้ในการจัดการงานศพ แต่กรมธรรม์ประกันชีวิต เป็นการจัดการมรดกที่รวดเร็วที่สุด  และพินัยกรรมเงินสดที่เราสามารถทำไว้เพื่อคนที่เรารักที่สุด

Q: บริษัทประกันชีวิต จะเอาเงินเราไปทำอะไร?
A: บริษัทประกันชีวิต ดำเนินกิจการภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ) สังกัดกระทรวงการคลัง การดำเนินการต่างๆย่อมเป็นไปอย่างถูกกฏหมายและอยู่ภายใต้การรับรองของรัฐบาล โดยบริษัทประกันจะนำเบี้ยประกันที่ผู้ถือกรมธรรม์ฝากไว้กับบริษัทไปลงทุนกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล รวมทั้งนำเงินไปลงทุนกับสาธารณูปโภคเพื่อพัฒนาประเทศ และนำผลประกอบการที่มีประสิทธิภาพนี้ คืนกลับในรูปเงินปันผลให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์

Q: ทำไมต้องเป็นบริษัท เอ ไอ เอ?
A: บริษัท อเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด (เอไอเอ) เป็นผู้นำด้านธุรกิจประกันชีวิตที่มีส่วนแบ่งการตลาด "อันดับหนึ่ง" ในประเทศไทย โดยทำหน้าที่เป็นหลักประกันที่มั่นคงให้กับสังคมไทยมากว่า 70 ปีที่เอไอเอรับใช้สังคมไทยด้วยความซื่อสัตย์ และเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ถือกรมธรรม์ในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการ พร้อมด้วยมาตรฐานการบริการระดับสูง

Q: จะหาตัวแทนประกันมืออาชีพบริการได้ที่ไหน
A: การเลือกตัวแทนประกันชีวิตมืออาชีพในการบริการนั้นเป็นสิ่งสำคัญ  เนื่องจากผู้ถือกรมธรรม์ควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกรมธรรม์ที่ถูกต้องจากบริษัท และได้รับความพึงพอใจในการบริการอย่างดี

ลองดู VDO นี้ให้จบครับ




 

ประกันสุขภาพ ทำแล้วได้อะไร ?

ในยุคปัจจุบันที่สวัสดิการของบริษัท ประกันสังคม หรือจะเป็นบัตรทองของภาครัฐ อาจจะไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เวลาเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ แล้วยิ่งบางคนไม่ได้เป็นพนักงานบริษัท เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง หรือจะรับทำงานอิสระ ยิ่งจะต้องมีหลัประกันสุขภาพให้กับตัวเอง เพื่อที่ครอบครัวของเราจะได้ไม่เดือนร้อน หากเราเกิดเจ็บป่วยจนทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นหลักประกันสุขภาพให้กับเราได้อย่างหนึ่ง ก็คือ การทำประกันสุขภาพ แล้วการประกันแบบนี้ดียังไงเรามาลองดูกันดีกว่า

ประกันสุขภาพ

คือ การประกันภัยที่บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินให้กับเรา เมื่อเราต้องไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นทั้งกรณีที่เป็นคนไข้นอกและคนไข้ใน โดยความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากอุบัติเหตุหรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทั้งนี้ประกันสุขภาพที่มีขายในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็นประกันสุขภาพและอุบัติเหตุแบบรายบุคคล และประกันสุขภาพและอุบัติเหตุแบบกลุ่ม ซึ่งแบบกลุ่มที่เรารู้จักกัน เช่น บริษัททำประกันสุขภาพให้กับพนักงาน หรือโรงเรียนทำประกันสุขภาพให้กับนักเรียนและคุณครู เป็นต้น


ประกันสุขภาพ ทำแล้วได้อะไร ?
ประกันสุขภาพ ทำแล้วได้อะไร ?

สิ่งที่ประกันสุขภาพจะคุ้มครอง

ประกอบด้วย ค่าห้องและค่าอาหาร ค่าบริการของโรงพยาบาล ค่าทำการรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ ค่าที่ปรึกษาทางการแพทย์ ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน ค่าชดเชยการนอนโรงพยาบาล เป็นต้น แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์ด้วย
สำหรับการทำ ประกันสุขภาพ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นการจ่ายเบี้ยประกันที่จ่ายแล้วจ่ายเลย จะนำมายื่นภาษีไม่ได้เพราะเป็นประกันแบบปีต่อปี ไม่ใช่เป็นประกันชีวิตแบบระยะยาว ส่วนค่าเบี้ยประกันก็ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ทำประกัน ซึ่งช่วงอายุที่ค่าเบี้ยประกันถูกสุดก็จะ ได้แก่ อายุที่อยู่ระหว่าง 20-40 ปี หรือวัยคนทำงาน อาจจะเป็นเพราะว่าบริษัทประกันคิดแล้วว่า เป็นช่วงที่ร่างการแข็งแรงสุดก็เป็นได้ ส่วนช่วงอายุที่ค่าเบี้ยประกันจะแพงก็จะเป็นเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี และ อายุที่เริ่มแก่แล้วก็จะเป็นช่วง 50-60 ปี
สิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยของเรานอกจากอายุแล้ว ก็จะมีประวัติความเจ็บป่วยของตัวเราในอดีต เช่น หากเราเคยมีประวัติการเป็นโรคเบาหวานอยู่ การทำประกันสุขภาพก็อาจจะไม่คุ้มครองโรคที่เราเป็นอยู่ แต่สิ่งที่เจอมา คือ แค่ถามว่ามีโรคประจำตัวหรือเปล่า ถ้าตอบว่ามีก็ไม่รับทำประกันแล้วล่ะ การประกอบอาชีพของเรา ถ้าเราเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาก็ไม่ถือว่าเสี่ยง แต่ถ้าทำงานตามไซต์งานต่างๆ ต้องออกนอกสถานที่บ่อยๆ หรือทำงานในสถานที่ที่เสี่ยง เช่น เป็นวิศวะกรคุมงานก่อสร้าง ทำงานในโรงงาน ฯลฯ ค่าเบี้ยก็อาจจะแพงกว่าพนักงานบริษัท อีกสิ่งหนึ่งที่บริษัทประกันจะใช้กำหนดค่าเบี้ยประกันภัย ก็คือ การใช้ชีวิต หรือ Life Style ของเรา เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ การเล่นกีฬา หรือออกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมาจากการทำแบบสอบถามของเราทั้งแบบทางโทรศัพท์ หรือทำผ่านตัวแทนประกันของเรา
และที่สำคัญสิ่งที่เราจะต้องรู้เมื่อจะตัดสินใจทำประกันภัย คือ เงื่อนไขหรือข้อยกเว้นต่างๆ ของการทำประกันสุขภาพ โดยทั่วไปการทำประกันสุขภาพจะมีระยะเวลาการรอคอย (Waiting Period) หรือระยะดูใจ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 30 วัน หรือ 60 วัน นับจากวันที่กรมธรรม์เริ่มใช้ นั่นหมายความว่า บริษัทประกันจะไม่จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ค่าเงินชดเชยต่างๆ ที่เกิดจากการเข้าโรงพยาบาลของเราภายในเวลา 30 วันหรือ 60 วัน นับตั้งแต่กรมธรรม์ของเราได้รับอนุมัติจากบริษัทแล้ว เพราะบางคนจะเข้าใจว่าทำปุ๊บรับปั๊บอะไรทำนอนนี้ แต่ถ้าเป็นการทำประกันอุบัติเหตุจะคุ้มครองทันทีที่กรมธรรม์ได้รับอนุมัติ
อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การประกันสุขภาพจะไม่คุ้มครองโรคหรือการเจ็บป่วยบางอย่าง เช่น การเป็นโรคทางพันธุกรรม โรคที่เกี่ยวกับผิวพรรณ เช่น สิว ฝ้า รังแค ผมร่วง โรคตาที่เกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์ การรักษาหรือการบำบัดกรณีติดยาเสพติด บุหรี่ และเหล้า การรักษาโดยไม่ใช้แพทย์แผนปัจจุบันหรือเป็นแพทย์ทางเลือก ซึ่งจะเน้นย้ำอีกครั้งว่า เราจะต้องอ่านกรมธรรม์ของเราให้ดี อ่านให้ละเอียดเพื่อที่จะได้ไม่เสียสิทธิในการรักษาของเราได้
สรุปสุดท้ายเราจะเลือกทำ ประกันสุขภาพ หรือไม่นั้น ต้องดูที่ตัวเราเป็นหลักก่อนว่า สิ่งที่เรามีอยู่ในตอนนี้เป็นยังไงบ้าง บริษัทมีสวัสดิการที่เพียงพอหรือเปล่า แล้วถ้าเรามีครอบครัวด้วยแล้ว สวัสดิการของบริษัทคุ้มครองหรือไม่ ซึ่งไม่คุ้มครองและครอบครัวของเราไม่มีหลักประกันสุขภาพอย่างอื่นก็น่าที่จะเลือกทำไว้ และที่สำคัญฐานะทางการเงินของเราสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันได้อย่างไม่เดือนร้อน ก็สมควรอย่างยิ่งที่ทำไว้เหมือนกัน และก่อนทำก็ควรศึกษาเงื่อนไขการรับประกันของแต่ละบริษัทให้ละเอียด เพื่อให้เราได้ผลประโยชน์สูงสุดและเหมาะสมกับฐานะการเงินของเราด้วย

ทำไมต้องวางแผนการเงิน




ทำไมต้องวางแผนการเงิน

การวางแผนการเงิน ( Financial Planning ) หมายถึง กระบวนการวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล อาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Personal Finance

ทำไมต้องวางแผนการเงิน

     1.คนอายุยืนขึ้น
ปัจจุบันคนไทยมีอายุเฉลี่ย 71 ปี แต่ถ้าเราเก็บสถิติเฉพาะคนไทยที่อายุ 60 ปีขึ้นไป จะพบว่าท่านเหล่านั้นจะอยู่ได้อีกประมาณ 20 ปี ( ข้อมูลจากสถาบันประชากรและสังคม ม.มหิดล ) ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า ช่วงเวลาหลังเกษียณที่ต้องอยู่อีกตั้ง 20 ปี เราจะอยู่กันอย่างไร ถ้าไม่มีการวางแผนการเงินที่ดีพอ
    
     2.โครงสร้างสังคมเปลี่ยนไป
เดิมคนไทยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ปัจจุบันแยกย้ายกันอยู่ เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น การคาดหวังให้ลูกหลานเลี้ยงดู เป็นเรื่องที่หวังได้น้อยลง เราจึงต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ
     
     3.ค่าครองชีพในอนาคตจะสูงขึ้นมาก
ข้าวของในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นทุกวัน อีก 20-30 ปีข้างหน้าในวันที่เราเกษียณ สินค้าที่จำเป็นอาจแพงขึ้นอีก 1-2 เท่าตัว โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ที่มักมีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินเฟ้อเสมอ ดังนั้นงบประมาณที่เราเตรียมไว้อาจไม่เพียงพอ ถ้าไม่ได้คำนวนเผื่อค่าเงินเฟ้อไว้ด้วย
      
      4.สวัสดิการของรัฐไม่เพียงพอแน่
ในอีก 15 ปีข้างหน้า สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็น 20% นั่นหมายความว่า 1 ใน 5 ของคนไทยจะเป็นคนสูงอายุ ขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานต่อคนสูงอายุจะลดลงจาก 6:1 ในปัจจุบันเป็น 3:1 ในปี 2021 ทำให้ภาษีที่รัฐเก็บได้จะไม่เพียงพอต่อการจัดหาสวัสดิการให้คนสูงอายุ หรือหากทำได้ก็เป็นแบบพื้นๆเท่านั้น






        5.ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น
สมัยก่อนการฝากเงินในธนาคารให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจและมีความมั่นคงสูง เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยเงินฝากลดน้อยลงมาก ขณะที่ช่องทางการลงทุนใหม่ๆมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น แต่ก็มีรูปแบบและความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจและรู้จักวางแผนการลงทุนให้ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละบุคคล จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น
         
       6.ทำให้เราสามารถเกษียณอายุได้เร็วขึ้น
หากมีการวางแผนที่ดีและเริ่มต้นเร็ว ย่อมบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินออมที่เก็บได้มากขึ้น ดอกเบี้ยทบต้นที่สูงขึ้น หรือการสามารถหาประโยชน์จากโอกาสดีๆที่บังเอิญผ่านเข้ามา เพราะเรามีเงินออม เงินก้อนที่เก็บเอาไว้ เช่น ซื้อที่ดินทำเลสวยจากคนที่ร้อนเงิน หรือ ซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาตกลงมามากเกินควร
        
        7.ช่วยรองรับความเสี่ยงของชีวิตได้มากขึ้น
ชีวิตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราอาจโชคร้าย เจ็บป่วย หรือ เกิดอุบัติเหตุหนักๆขึ้นได้ แต่ถ้าเรามีการวางแผนการประกันภัยไว้ ย่อมสามารถบรรเทาภาระต่างๆลงได้ หรือ เราเกิดตกงานกระทันหัน มีคนในครอบครัวป่วย การมีเงินเก็บสำรองไว้ ย่อมหลีกเลี่ยงความยุ่งยากจากการต้องไปกู้หนี้ยืมสินเงินกู้นอกระบบลงได้

แบบประกัน คุ้มครองค่ารักษา 44 โรคร้ายแรง

แบบประกัน คุ้มครองค่ารักษา 44 โรคร้ายแรง (คุ้มครองสูง เบี้ยประกันถูกมาก)
บริษัท AIA จะจ่ายเงินทันทีตามทุนประกันที่ทำไว้ เมื่อแพทย์ยืนยันว่าเป็น 1 ใน 44 โรคร้ายแรง
ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ เพื่อให้ลูกค้านำเงินไปรักษาตัว ไม่ต้องรอเสียชีวิต

แบบประกัน คุ้มครองค่ารักษา 44 โรคร้ายแรง
เบี้ยประกันถูกมาก : 
เฉลี่ยเริ่มต้น เดือนละ 400 กว่าบาท แต่คุ้มครองสูงสุดถึง 7 ล้านบาท!!
ระยะเวลาคุ้มครอง : ชำระเบี้ยและคุ้มครองปีต่อปี

ผลประโยชน์และความคุ้มครองที่จะได้รับ คือ
  1.ค่ารักษา 1 ใน 44 โรคร้ายแรง จ่ายเป็นเงินก้อนไปรักษาตัว ไม่ต้องรอเสียชีวิต
  2.เงินชดเชยรายวัน เมื่อนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจาก 6 โรคร้ายแรง
  3.เงินชดเชยเมื่อเสียชีวิตด้วย 6 โรคร้ายแรง ให้ผู้รับผลประโยชน์
  4.เงินชดเชยเมื่อเสียชีวิตทุกกรณี ให้ผู้รับผลประโยชน์
ตัวอย่าง : ชายคนหนึ่ง อายุ 28 ปี ได้ทำประกันคุ้มครองค่ารักษา 44 โรคร้ายแรง กับ AIA
ไว้ที่ค่ารักษา 1,000,000 บาท (1 ล้านบาท) กรณีนี้เบี้ยประกันปีละ 5,081 บาท(เฉลี่ยเดือนละ 423 บาท)

ผลประโยชน์และความคุ้มครองที่เขาจะได้รับ คือ
  1.ค่ารักษา 1 ใน 44 โรคร้ายแรง จำนวน 1 ล้านบาท จ่ายเป็นเงินก้อนไปรักษาตัว ไม่ต้องรอเสียชีวิต
  2.เงินชดเชยรายวันๆ ละ 10,000 บาท(สูงสุด 500 วัน รวม 5 ล้านบาท)
     เมื่อนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจาก 6 โรคร้ายแรง
  3.เงินชดเชย จำนวน 1 ล้านบาท หากเสียชีวิตด้วย 6 โรคร้ายแรง ให้ผู้รับผลประโยชน์
  4.เงินชดเชย จำนวน 1 แสนบาท หากเสียชีวิตทุกกรณี ให้ผู้รับผลประโยชน์

ผลประโยชน์และความคุ้มครอง สูงสุดรวม 7,100,000 บาท
เบี้ยประกันเฉลี่ยแค่เดือนละ 423 บาท แต่คุ้มครองสูงสุดถึง 7 ล้านบาท!!

ประกันชีวิตควบการลงทุน ทางเลือกใหม่ของคนชอบลงทุน

Asuransi-Unit-Link

หากในวันนี้ เราเป็นคนหนึ่งที่วางแผนในอนาคตไว้อย่างดี มีเป้าหมายทางการเงินที่แน่ชัด ว่าจะออมเงิน และลงทุน ให้งอกเงย เพื่อในวันข้างหน้า จะเกษียณได้อย่างร่ำรวย หรือแม้แต่เก็บเงินเพื่อส่งเสียลูกน้อยในอนาคต ให้ได้มีการศึกษาที่ดีอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ ก็ถือได้ว่าเราเป็นคนที่รอบคอบ รู้จักวางแผนแต่เนิ่นๆ
ถ้าเราสามารถทำได้ตามแผน แน่นอนว่าเราก็คงสามารถถึงเส้นชัยได้ ตามที่ตั้งใจไว้ …
แต่หากในระหว่างทาง เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซะก่อน ภาพฝันที่วาดไว้ก็คงไม่เกิดขึ้น ทิ้งให้คนข้างหลังต้องเผชิญสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา
ตรงนี้แหละ  ที่ประกันชีวิต จะเข้ามาช่วยเติมเต็มแผนการเงินของเราให้มีความมั่นคงเข็มแข็งมากขึ้น
เพราะไม่ว่าเหรียญจะออกมาด้านไหนก็ตาม จะหัวหรือก้อย ผลลัพธ์สุดท้าย ก็จะยังเหมือนเดิม
ในวันนี้ ประกันชีวิตได้เปลี่ยนไปมากพอสมควร เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญในการวางแผนการเงิน และลงทุนมากขึ้น เพื่อให้เงินงอกเงยได้เร็วกว่าการฝากธนาคารแบบเดิมๆ
ดังนั้น สินค้าตัวใหม่จึงได้ถูกคิดค้นขึ้น เป็นการนำประกันชีวิต ผนวกเข้ากับการลงทุนในกองทุนรวม เป็น one stop service ซื้อทีเดียว ได้ทั้งประกันชีวิต ได้ทั้งการลงทุนไปในตัว เรียกสั้นๆว่า Unit Linked
ถ้าจะพูดให้ง่ายๆ ก็คือ ในระหว่างที่เราเก็บเงิน และลงทุน เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้นั้น สมมติว่าเป้าหมายคือ 10 ล้านบาท หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น บริษัทประกัน ก็จะจ่ายเงินให้กับครอบครัวของเรา ตามเป้าหมายการเก็บเงินที่วางไว้ คือ 10 ล้าน แต่หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น เงินของเราก็จะค่อยๆงอกเงย จนถึงเป้าหมาย 10 ล้านได้ในที่สุด
จุดเด่นของประกันชีวิตควบการลงทุนนี้ คือการได้ทุนคุ้มครองที่สูงมาก เมื่อเทียบกับประกันออมทรัพย์แบบเดิมๆ สมมุติว่า ประกันออมทรัพย์แบบเก่า จะทำทุนประกัน 10 ล้าน อาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันถึง 1 ล้านต่อปี
แต่ถ้าเป็นประกันชีวิตควบการลงทุน ถ้าจะทำทุนประกัน 10 ล้าน เราจะจ่ายเบี้ยเพียง 1 – 2 แสน ต่อปีเท่านั้น และยังเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงในระยะยาว จากการลงทุนในกองทุนอีกด้วย ซึ่งกองทุนเหล่านี้ มีผู้จัดการกองทุนมาคอยบริหารเงินให้เรา ไม่ต้องปวดหัวจัดพอร์ตการลงทุนให้ยุ่งยาก
ประกันออมทรัพย์นั้น ผลตอบแทนเฉลี่ยเทียบกับเงินลงทุน (หรือเรียกว่า IRR) จะอยู่ที่ 1 – 2% เท่านั้น
ในขณะที่ Unit Linked นั้น IRR อาจสูงมากกว่า 6% เลยทีเดียว (ในระยะยาว เกิน 10 ปีขึ้นไป ซึ่งประกันส่วนใหญ่ ระยะเวลาก็เกิน 10 ปีอยู่แล้ว) ยิ่งหากกองทุนไหนทำผลงานได้ดี ผลตอบแทนจะยิ่งสูงตาม
เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว
มั่นคง และมั่งคั่ง ด้วยประกันชีวิตควบการลงทุน
ว่าแต่วันนี้ เราวางแผนเก็บเงินให้ได้เท่าไหร่ แล้วเรามีทุนประกัน เท่ากับเป้าหมายของเราแล้วรึยัง ?

ภาษีมรดก เรื่องทรัพย์ๆ ที่ผู้รับต้องรู้


หลังจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา คงทำให้หลายคนคุ้นหูกับคำว่า ภาษีมรดก กันมากขึ้น ข้อกำหนดดังกล่าวนี้จะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วันข้างหน้านับจากวันที่ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา หรือประมาณวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 นั่นเอง และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับกฎหมายนี้ เรามาทำความรู้จักกับเรื่องราวของ ภาษีมรดก กันดีกว่า!

1

1. ภาษีมรดก คืออะไร?

ภาษีมรดกเป็นภาษีที่เรียกเก็บเมื่อมีการโอนทรัพย์สินจากพ่อแม่ คนในครอบครัว หรือจากทายาทหรือผู้รับมรดก การคำนวณภาษีนั้น จะคำนวณจากทรัพย์สินในกองมรดกทั้งหมดที่ผู้รับมรดกได้รับ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทได้แก่
  • ภาษีกองมรดก เป็นภาษีที่คิดคำนวณจากทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เสียชีวิต ก่อนการแบ่งมรดกให้แก่ทายาท โดยจะเรียกเก็บภาษีตามมูลค่ามรดก ซึ่งหมายความว่าเมื่อทายาทนำมรดกไปแบ่งสันปันส่วนกัน อาจทำให้ผู้ที่ได้รับมรดกน้อย ต้องเสียภาษีเท่ากับผู้ที่ได้รับมรดกมากกว่านั่นเอง
  • ภาษีการรับมรดก เป็นภาษีที่เรียกเก็บภายหลังการแบ่งมรดก โดยจะเรียกเก็บตามอัตราส่วนของมรดกที่ได้รับ ในแต่ละลำดับชั้นของสิทธิ์ในการรับมรดก ซึ่งหมายความว่าเมื่อมีการแบ่งมรดกออกเป็นส่วนๆ ให้แก่ทายาทแล้ว จะมีโอกาสเสียภาษีมรดกน้อยกว่า เนื่องจากการเรียกเก็บ ภาษีมรดก นั้นจะมีขึ้นต่ำในการจัดเก็บ ซึ่งหากจำนวนมรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ก็ไม่ต้องเสียภาษีมรดกนั่นเอง
2

2. ภาษีมรดกเรียกเก็บจากใคร?

ภาษีมรดกจะเรียกเก็บจากผู้รับมรดกที่มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลก็ตาม หรือแม้ว่าจะไม่ได้สัญชาติไทย แต่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ก็จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่ต้องเสียภาษีเช่นกัน

3. ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก

ทรัพย์สินที่ต้องมีการเสียภาษีมรดกนั้น มีด้วยกัน 5 ประเภท ได้แก่
  1. อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านและที่ดิน
  2. เงินฝาก ธนาคาร
  3. หลักทรัพย์ตามกฎหมาย เช่น หุ้นและหุ้นกู้
  4. ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน เช่น รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์
  5. ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา
3

4. อัตราการเรียกเก็บภาษีมรดก

การเรียกเก็บภาษีมรดกนั้น ทางผู้รับมรดกจะต้องจ่ายเงินภาษีในส่วนนี้ก็ต่อเมื่อ ทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน หุ้น เงินฝากในธนาคาร ฯลฯ นำมาประเมินรวมกันแล้ว มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่า ถ้าประเมินรวมทั้งหมดแล้วไม่เกิน 100 ล้านบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง โดยอัตราการเสียภาษีมีดังนี้
  • ร้อยละ 5 จากส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในกรณีได้รับมรดกจากบุพการี หรือผู้สืบสันดาน
  • ร้อยละ 10 จากส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในกรณีได้รับมรดกกรณีอื่นๆ เช่น ผู้รับพินัยกรรม เป็นต้น
4

5. ต้องเสียภาษีมรดกเมื่อไร?

ผู้ได้รับมรดกต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีและชำระเงินภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับ มรดก ซึ่งผู้เสียภาษีจะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี หากเป็นการผ่อนชำระ สามารถผ่อนชำระได้ภายใน 2 ปีโดยไม่เสียเงินเพิ่ม หรือผ่อนชำระเกิน 2 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี กรณีนี้ต้องเสียเงินเพิ่มด้วย

6. ใครบ้างที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดก?

นอกจากกรณีที่มูลค่ามรดกที่ได้รับไม่เกิน 100 ล้านบาทแล้ว ยังมีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก ได้แก่
  • ผู้ที่ได้รับมรดกจากเจ้าของมรดก ที่เสียชีวิตก่อนวันบังคับใช้กฎหมาย
  • คู่สมรสของเจ้ามรดก
  • มรดกเพื่อใช้ในสาธารณประโยชน์
  • หน่วยงานของรัฐ
  • องค์กรระหว่างประเทศ
5

7. ถ้าไม่เสียภาษีมรดกจะเป็นอะไรไหม?

  • ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ต้องเสียภาษีมรดก แต่สำหรับคนที่มีหน้าที่ต้อง เสียเงิน ภาษีในส่วนนี้แล้วละเลยไม่ทำตามละก็ บทลงโทษมีดังนี้
  • ไม่ยื่นแบบชำระภาษีโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปรับไม่เกิน 500,000 บาท
  • ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานวางประเมิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ทำลาย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินที่ถูกยึด หรืออายัดไปให้แก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 400,000 บาท
  • จงใจหลีกเลี่ยงภาษีการรับมรดก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีนี้รวมไปถึงผู้แนะนำ เจ้าพนักงาน หรือผู้ให้การสนับสนุนให้บุคคลอื่นกระทำการเช่นนั้นด้วย
6

8. ทำไมต้องเก็บภาษีมรดก?

สาเหตุที่ต้องมีการเรียกเก็บ ภาษีมรดก ก็เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทย ด้วยการช่วยกระจายภาษีรายได้เข้ารัฐ เพื่อนำภาษีไปพัฒนาประเทศต่อไปนั่นเอง
ที่มา https://www.askhanuman.co.th

ประหยัดภาษีฉบับมนุษย์เงินเดือน ปี 2558


ประหยัดภาษีฉบับมนุษย์เงินเดือน ปี 2558 (ค่าลดหย่อนอัพเดทปีต่อปี)


สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป หลายคนคงเคยตกอยู่สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันคือ เงินช็อต หน้าที่การงานไม่รุ่ง มีปัญหากับนาย ซ้ำร้ายยังมีเรื่องดาวรักดาวเลิกเข้ามาแทรกอีกต่างหาก ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน…อันนี้ผมขอไม่เข้าไปยุ่ง แต่ถ้าเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้วล่ะก็ อันนี้พอจะช่วยกันได้บ้าง (ยกเว้นเรื่องยืมเงิน) ด้วยความที่เคยทำงานธนาคารมาก่อน เห็นคนเป็นหนี้มาก็มาก มนุษย์เงินเดือนบางคนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทหักเงินเราไปจ่ายภาษี สะสมเข้ากองทุนเท่าไหร่ ไม่เคยใส่ใจศึกษา ก้มหน้าก้มตาเสียภาษี แล้วมานั่งบ่นว่าทำไมปีนี้ต้องจ่ายภาษีเพิ่มด้วยล่ะครับ เอาเป็นว่าผมขอใช้ประสบการณ์เท่าที่พอมีอยู่บ้างในฐานะที่เคยทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนเหมือนคนทั่วไป บอกเล่าสู่กันฟังถึงวิธีการในการทำให้มีเงินเหลือเก็บ แถมยังมีหลักประกันมากพอที่จะใช้ชีวิตในวัยก่อนเกษียณได้อย่างสบายๆ ใครอยาก Early Retire ต้องฟังทางนี้ครับ

“ถ้าผมออมได้ คุณก็ต้องทำได้เช่นกันครับ”

บทความนี้จะตอบคำถามคาใจของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็น “เก็บออมเดือนเท่าไหร่ถึงจะพอ?”“ค่าลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง?”, “LTF & RMF คืออะไร ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเลือกกองทุน?”“ตกลงแล้วปีนี้ต้องเสียภาษีเท่าไหร่?”“ทำอย่างไรจึงจะมีอิสรภาพทางการเงิน?”

[อัพเดท ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2558]

Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2555 พอมีคนแชร์มากเข้า เลยทำให้ผมต้องแวะเข้ามาอัพเดทบทความนี้ทุกปีเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันมากที่สุด หากมีประเด็นใดที่ไม่ถูกต้องหรือมีคำแนะนำเพิ่มเติม รบกวนช่วยคอมเมนต์กลับมาบอกกันนิดนึงนะครับ ขอบคุณหลายๆ ครับ

คิดได้ก่อน รวยกว่า

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันนิดนึงว่าอะไรคือศัตรูที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนทั่วไปใช้ชีวิตแบบหลังชนฝา ปากก็บ่นว่าอยากออกจากงานเพราะเบื่อ แต่จนแล้วจนรอดก็อยู่ยงคงกระพันมานานจนแทบนับปีไม่ถูก ก็เพราะกลัวเงินช็อตนี่เอง ถ้าไม่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ถูกบริษัทอื่นซื้อตัวไปด้วยค่าตัวที่สูงขึ้น หรือไม่ก็มีคนมาขอ (แต่งงาน) ไปอยู่บ้านมหาเศรษฐี รับรองว่าอายุขัยในการเดินดินกินข้าวแกงนั้นยังอีกยาวไกล
ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าคนทั่วไป คุณต้องเริ่มเข้าใจเรื่องการวางแผนการใช้ชีวิต และการวางแผนทางการเงิน ณ บัดนาว

วางเป้าหมายในชีวิต

คนทั่วไปใช้ชีวิตไปวันๆ มองแค่ระยะสั้นขอให้แค่มีเงินเหลือในบัญชี บางคนขนาดกินอยู่กับพ่อแม่ พอเงินเดือนออกแล้ว แทนที่จะได้เจียดบางส่วนให้กับบุพการี กลับเอาไปผลาญให้กับวัตถุมงคลทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหลุยส์ ตราประดับยศตระกูลแมคอินทอช แล้วอย่างนี้จะเหลืออะไรใช้ในวันข้างหน้า โดยปกติแล้วคนเราควรจะมีเป้าหมายหลักๆ ในชีวิตอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง เรื่องแรกคือการวางแผนเพื่อการเกษียณ, เรื่องที่สองคือการวางแผนการใช้ชีวิตหลังแต่งงาน ซึ่งรวมถึงแผนการศึกษาของบุตรด้วย ส่วนเรื่องที่สามคือการวางแผนเพื่อครอบครองสินทรัพย์ ตั้งแต่ของชิ้นใหญ่สุดคือบ้าน รองลงมาคือรถยนต์ จนมาถึงของใช้ที่จำเป็นทั่วไป ถ้าคุณพอมีคำตอบในใจเกี่ยวกับ 3 เป้าหมายนี้ คุณจะรู้ได้เลยในทันทีว่า เงินและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในบัญชี อยู่ห่างจากความฝันในอนาคตมากน้อยขนาดไหน แล้วจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งนำไปสู่ประเด็นที่สองนั่นคือ “การวางแผนการออมและการลงทุน”
ก่อนอื่นถ้าคุณอยากรู้ว่าสุขภาพทางการเงินของคุณเป็นอย่างไร ให้ลองทำแบบทดสอบนี้

แผนการออมและการลงทุน

157640648คำถามแรกคือเราควรมีเงินออมเท่าไหร่จึงจะเรียกว่าพอ คำตอบคือต้องมีไม่น้อยกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดแล้วคูณด้วยอายุตัวเองในปัจจุบัน (1/10 x รายได้ทั้งปี x อายุ)
สมมุติว่าขณะนี้คุณมีอายุ 25 ปี ได้เงินเดือนๆ ละ 25,000 บาท ดังนั้นคุณควรมีเงินออมอยู่ในบัญชีไม่น้อยกว่า 750,000 บาท (1/10 x 25,000 x 12 x 25) 10 เปอร์เซ็นต์ดูเหมือนไม่เยอะ แต่เพราะคุณอาจไม่ได้ออมตั้งแต่วัยเยาว์ ย่ิงช่วงวัยเรียนคงไม่ต้องพูดถึง บางคนใช้เงินอย่างเดียว ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ เพราะฉะนั้น เงิน 750,000 จึงเป็นอะไรที่ดูเยอะมากจนน่าตกใจ ผมเดาว่าคนในวัยนี้จะเหลือเงินในบัญชีอยู่แค่หลักหมื่นเท่านั้น (เว้นแต่กรณีที่พ่อแม่แอบใส่เงินเข้าไปในบัญชีให้) ในกรณีที่แย่กว่านั้นคือเหลืออยู่แค่หลักพันบาท น่าสงสารมากแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสายเกินไป เพราะถ้าคุณเริ่มเก็บวันนี้อัตราออมมันยังอยู่แค่ 10% ถ้ารอถึงอายุ 40 อัตราออมจะถูกดันขึ้นมาถึง 20% อายุ 50 ออมสุดๆ 50% อย่าเพิ่งมารู้ตัวตอนแก่เลย มันอาจช๊อคเอาง่ายๆ นะขอบอก
คนฉลาดจะรู้วิธีในการหารายได้เสริม (ซึ่งได้จากการทำงาน และการลงทุน) และรู้วิธีในการลดค่าใช้จ่าย (ฉลาดซื้อ และฉลาดใช้) จะใช้ตัวช่วยหรือเครื่องมือไหนในการทำให้เงินงอกเงย อีกสักครู่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง (โปรดอดใจรออีกหนึ่งอึดใจ) ส่วนวิธีการลดค่าใช้จ่ายนั้นเป็นเรื่องของวินัยและทัศนคติในการใช้เงิน คนที่ชอบซื้อของด้วยเงินในอนาคตจากการผ่อนชำระ และคนที่ชอบสร้างหนี้ด้วยการชำระแค่อัตราขั้นต่ำ 10% ของยอดหนี้บัตรเครดิต คนเหล่านี้อยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสภาวะล้มละลายทางการเงิน อย่าว่าจะเหลือเงินออมเลย อาจเป็นหนี้ท่วมหัวด้วยซ้ำ บัตรเครดิตนั้นมีคุณถ้าคุณเป็นคนที่รู้จักซื้อของตามโปรโมชั่น และรับส่วนลดจากสิทธิพิเศษจากร้านค้าและห้างสรรพสินค้า และถ้าเป็นไปได้ควรชำระเงินเต็มจำนวนด้วยการกันเงินสดออกมาต่างหากเพื่อชำระค่าบัตรเครดิตรายเดือน ซึ่งเหมาะกับคนที่มีเงินสะสมเหลือเกินอัตราเงินออม (Surplus) ใครที่รู้ว่าตัวเองไม่ค่อยมีวินัย แนะนำให้ใช้เงินสดหรือเดบิตคาร์ดแทน มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น ใช้มากจะยากนานนะครับ

วางแผนการเสียภาษี

คนชนชั้นกลางเป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีมากที่สุด เพราะว่าแหล่งที่มาของรายได้นั้น157732955ชัดเจน ตรงไปตรามา เสียภาษีตามขั้นบันไดตั้งแต่ 0% เมื่อมีเงินได้ไม่เกิน 150,000 บาท (ต่อปี) จนถึงขั้นบนสุด 35% เมื่อมีรายได้เกินกว่า 4,000,000 บาท แถมนายจ้างใจดีกลัวเราปวดหัว เลยได้ทำการทยอยหักเงินภาษีเข้ารัฐโดยเราอาจไม่รู้ล่วงหน้าว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรในการหัก หน้าที่พลเมืองชั้นดีอย่างเราจึงต้องคอยสืบเสาะหาทางลดหย่อนกันเอาเองตามอัธยาศัย
มีข่าวดีมาบอกครับ ในปี 2557 เป็นต้นไป กรมสรรพากรจะเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราที่ลดลงตามขั้นบันได โดยจะมีอยู่ 4 กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเรียกเก็บภาษีในอัตราใหม่ ส่วนอีก 4  กลุ่มที่เหลือยังคงเสียภาษีในอัตราเดิม ดังนี้
1. คนที่มีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท/ปี จะได้รับการลดหย่อนโดยไม่ต้องเสียภาษีตามเดิม
2. คนที่มีเงินได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท/ปี จะเสียภาษีลดลง จากเดิมที่เคยเสียอยู่ 10% ปีนี้เสียแค่ 5%
3. คนที่มีเงินได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท/ปี จะเสียภาษีในอัตรา 10% ตามเดิม
4. คนที่มีเงินได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท/ปี จะเสียภาษีในอัตรา 15% ลดลงมา 5% จากอัตราเดิม 20%
5. คนที่มีเงินได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท/ปี จะเสียภาษีในอัตรา 20% ตามเดิม
6. คนที่มีเงินได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท/ปี จะเสียภาษีในอัตรา 25% ลดลงมา 5% จากอัตราเดิมที่ต้องเสียสูงถึง 30%
7. คนที่มีรายได้  2,000,001-4,000,000 บาท/ปี จะเสียภาษีในอัตรา 30% ตามเดิม
8. คนที่มีรายได้ 4,000,001 ขึ้นไป จะเสียภาษีในอัตรา 35% ลดลงมา 2% จากอัตราเดิม 37%

New Tax Rate
ตารางเปรียบเทียบภาษีบุคคลธรรมดาและส่วนลดที่เพิ่มขึ้น (รวบรวมโดยไทยพับลิกา)
New-Tax-Bracket
Infographic ตารางภาษีแบบใหม่ โดย K-Expert Tips

สมมุติว่าคุณมีรายได้ต่อเดือน 50,000 บาท (600,000 บาทต่อปี หลังจากหักค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้  30,000 บาท คุณจะมีรายได้สุทธิในการคำนวณภาษีอยู่ที่ 570,000 บาท) จากนั้นให้คุณคำนวณการเสียภาษีตามขั้นบันไดดังนี้ครับ 150,000 บาทแรก (0%), 150,001-300,000 บาท (5%=7,500 บาท), 300,001-500,000 (10%=20,000 บาท), 70,000 บาทที่เหลือ (15%=10,500 บาท) รวมแล้วจากฐานเงินเดือนที่ว่า คุณมีหน้าที่เสียภาษีเป็นเงิน (7,500+20,000+10,500=38,000 บาท) หากคุณมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมเช่นซื้อกองทุน LTF เป็นเงิน 70,000 บาท คุณจะประหยัดภาษีไปได้ถึง 10,500 บาท (27.6%) อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีในหัวข้อถัดไป

คลิ๊กที่นี่เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมคำนวณภาษี

(ส่วนใครที่ต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อคิดในการออม การวางแผนการเงิน และการลงทุน ผมแนะนำเวบนี้เลยครับ www.aommoney.com หลายๆ Infographic นั้นเข้าใจง่ายดีครับ)

AomMoney Banner1

มาประหยัดภาษีกันดีกว่า

สมัยเป็นมนุษย์เงินเดือน ผมเคยเสียภาษีสูงสุดเป็นเงิน XXX บาท นี่ขนาดใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนเต็มอัตราศึกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าลดหย่อนจากการเลี้ยงดูบุพการี เงินบริจาค กองทุนรวมทั้ง LTF, RMF, ประกันชีวิต และอื่นๆ อีกมากมายเท่าที่พอจะเสาะแสวงมาลดหย่อนได้ ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาทำความเข้าใจกันให้มากเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินที่ทำให้คุณประหยัดเงินภาษีไปได้ปีละไม่ใช่น้อย
เคยมีอยู่ปีนึงที่อาจหาญขอเงินคืนภาษีเป็นหลัก XXX บาท งานนี้กรมสรรพากรถึงขั้นต้องขอพิสูจน์หลักฐานกันเลยทีเดียว ทำอย่างไรจึงจะได้เงินคืนภาษีด้วยการใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างชาญฉลาด หรือว่าเสียภาษีให้สมเหตุสมผลที่สุด ที่นี่มีคำตอบครับ

ทำความรู้จักเกี่ยวกับค่าลดหย่อน

ในเบื้องต้นทุกคนน่าจะทราบกันดีว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ต้องยื่นแบบภาษี ภงด. 91 (มีรายได้จากแหล่งเดียว) เว้นแต่คุณเป็นพวกรับจ้างงานทำงานอิสระ มีรายได้เสริม หรือมีนายจ้างมากกว่า 1 แห่ง คุณต้องยื่นแบบภาษี ภงด. 90 สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 40% แต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาท ทีนี้ลองมาดูในรายละเอียดปลีกย่อยตามแผนภูมิ Mind Map ที่วาดขึ้นมาให้ดูกันง่ายๆ ว่ามีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่คุณสามารถหักได้บ้าง
TAX SAVING UPDATE
1. ผู้มีเงินได้: หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท โดยถ้วนหน้ากัน (สำหรับพนักงานประจำที่มีรายได้ทางเดียว) แม้มูลค่าจะดูกระจิ๊ดริดไปหน่อย
2. คู่สมรส: หักลดหย่อนได้อีก 30,000 บาท สำหรับคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ หากมีรายได้ ให้หักแยกคำนวณภาษีจะดีกว่า
3. บุตร: หักได้คนละ 15,000 บาท ไม่เกิน 3 คน รวมแล้วไม่เกิน 45,000 บาท, ถ้าศึกษาภายในประเทศได้เพิ่มอีกคนละ 2,000 บาท รวมแล้วเป็นคนละ 17,000 บาท
4. บิดามารดา: หักค่าลดหย่อนในการอุปการะเลี้ยงดูบิดาและมารดาที่มีอายุเกิน 60 ปี  ได้คนละ 30,000 บาท (แต่ว่าบิดาและมารดาต้องไม่มีรายได้พึงประเมินในปีภาษีนั้นเกิน 30,000 บาทขึ้นไป) ถ้าในกรณีที่ครอบครัวนั้นมีบุตรมากกว่า 1 คน และในความเป็นจริงต่างคนต่างช่วยกันดูแลบิดามารดาด้วยจำนวนเงินที่มากกว่านั้น ในทางภาษี จะมีบุตรเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถหักค่าลดหย่อนของบิดามารดาได้ อันนี้ต้องไปตกลงกันเอาเองระหว่างพี่น้องว่าจะให้โควต้าการลดหย่อนนั้นแก่ใคร
5. เบี้ยประกัน: หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท และต้องเป็นการทำประกันที่มีความคุ้มครองเกิน 10 ปี สำหรับการทำประกันชีวิตแบบบำนาญ ผู้มีเงินได้สามารถซื้อได้เพิ่มเติมอีก 15% ของรายได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท หากรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกบข. แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท หากเป็นการซื้อประกันสุขภาพให้กับบิดามารดา หักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกินคนละ 15,000 บาทเช่นกัน
6. เงินสะสม: ส่วนใหญ่เป็นการหักลดหย่อนจากการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สามารถซื้อและหักได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และยอดรวมไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนการหักลดหย่อนจากการซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็คล้ายกันคือ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี  และยอดทั้งหมดเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และกบข. จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท (สรุปว่าเงินได้อื่นๆ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้วไม่สามารถนำมาคำนวณได้เหมือนปีที่ผ่านมา อยากทราบว่าเงินได้ประเภทไหนบ้างที่ได้รับการยกเว้นภาษี ตรวจสอบได้ที่นี่ครับ)
7. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม: หักลดหย่อนได้เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย (ไม่ใช่เงินต้น) โดยมูลค่าต้องไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งโดยปกติแล้วสถาบันการเงินจะเป็นผู้สรุปยอดเงินที่เราจ่ายจริงในช่วงปีที่ผ่านมา
8. ประกันสังคม: หักลดหย่อนตามจำนวนเงินที่บริษัทหรือนายจ้างหักไว้เพื่อเข้ากองทุนฯ อันนี้นายจ้างปกติก็จะทำสรุปมาให้ว่าระหว่างปีได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนไปแล้วเท่าไหร่
9. เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา: หักลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว (หมายเหตุ: ในกรณีที่บริจาคให้กับสถาบันการศึกษา ให้ตรวจสอบว่าสถานที่บริจาคนั้นมีอยู่ในบัญชีรายชื่อสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนดหรือไม่==> คลิ๊กตรวจสอบรายชื่อได้ที่นี่ ไม่เพียงเท่านั้นการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพื่อการจัดหา จัดสร้างอาคาร วัสดุอุปกรณ์ และครู อาจารย์เท่านั้น==> ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับประกาศกระทรวงได้ที่นี่)
10. เงินบริจาค: สามารถหักลดหย่อนเงินบริจาคได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
[เพิ่มเติม อัพเดท ณ วันที่ 20 ต.ค. 2557]
11. การท่องเที่ยวภายในประเทศ: ค่าลดหย่อนภาษีทางการท่องเที่ยวให้กับบุคคลธรรมดา ในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท มีผลบังคับใช้ไปจนถึงปลายปี 2558 (ติดตามรายละเอียดจากข่าวนี้ครับ) หลักฐานที่ใช้ในการหักค่าลดหย่อน คือเอกสารที่เป็นการยืนยันว่าเราได้ชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว หรือโรงแรมที่พัก เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ที่ระบุชื่อของเรา วัน/เดือน/ปี ที่ใช้บริการ ยอดเงิน (ตรวจสอบรายชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ที่นี่, ตรวจสอบรายชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ที่เราสามารถหักค่าลดหย่อนได้ที่นี่)
[เพิ่มเติม อัพเดท ณ วันที่ 24 ธ.ค. 2558]
12. การซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ: ครม.เพิ่งจะไฟเขียวอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยบุคคลธรรมดาสามารถนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนจากการจับจ่ายซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มระหว่างวันที่ 25-31 ธ.ค.ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ไม่รวมถึงการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ น้ำมัน และก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รวมทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่ารักษาพยาบาล บัตรของขวัญ และค่าตั๋วเครื่องบิน โดยผู้มีเงินได้จะต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการนี้ได้ตามลิงค์นี้ครับ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2558)
ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าลดหย่อนในแต่ละประเภทได้จากเวบไซต์ของกรมสรรพากร (http://www.rd.go.th)
เมื่อรู้แล้วว่าค่าลดหย่อนของแต่ละท่านมีอะไรบ้าง ถึงเวลาที่มาลองนั่งคำนวณดูว่า ตามมาตรการเก็บภาษีแบบใหม่ เราเสียภาษีมากขึ้นหรือน้อยลง ให้ลองกรอกข้อมูลตามลิงค์นี้ครับ รื้อค่าลดหย่อน คุณจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นหรือน้อยลง โดย ThaiPublica

Tax-saving (ThaiPublica)
วิธีการคำนวณภาษีแบบใหม่โดยใช้ Infographic โดย ThaiPublica
Tax-saving2 (ThaiPublica)
ระบุค่าลดหย่อนแต่ละชนิดเพื่อคำนวณภาษีเปรียบเทียบระหว่างของใหม่และเก่า โดย ThaiPublica

กรณีศึกษา: พลาดมาก่อน จึงมาบอกเล่าสู่กันฟัง

ถ้าคุณอ่านมาถึงจุดนี้แล้ว ยังไม่เข้าใจว่าอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้เป็นลดหย่อนได้บ้างไม่ได้บ้าง คงต้องแนะนำให้หาบทความอื่นมาอ่านเสริมเพิ่มเติม ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้จำลองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เผื่อว่าใครเกิดเข้าข่ายอย่างว่า จะได้ร้องอ๋อ ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มภาษีผิดๆ ถูกๆ นี่คือ 5 ข้อผิดพลาดที่อาจทำให้คุณต้องโดนเรียกชำระภาษีเพิ่มเติม

1) พ่อ/แม่แอบหนีไปมีรายได้

เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ค่าลดหย่อนสำหรับลูกกตัญญูนั้นหักได้เพียง 30,000 บาทเท่านั้น แม้ในความเป็นจริงคุณจะให้เงินคุณพ่อ/คุณแม่มากกว่านั้นก็ตามที ประเด็นมีอยู่ว่าพ่อแม่ที่ไม่ได้มีรายได้จากการทำงานประจำบางคนดันแอบไปมีรายได้ทางอื่นโดยที่เราไม่รู้ เช่นรายได้จากการให้เช่าบ้าน เงินปันผลที่ได้มาจากการเล่นหุ้น ฯลฯ แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป สามารถเลือกใช้สิทธิ์ในการยกเว้นเงินได้จำนวน 190,000 บาท ในหลากหลายรูปแบบ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ) ถ้าคุณพ่อคุณแม่ของคุณดันเข้าข่ายนี้ขึ้นมา คุณลูกทั้งหลายครับ ขอแสดงความเสียใจด้วย คุณไม่สามารถหักค่าลดหย่อนในการเลี้ยงดูบิดา/มารดาในปีนั้นได้นะครับ สรรพากรเขารู้นะว่าคุณพ่อคุณแม่ใครร่ำรวยผิดปกติ

2) จ่ายเบี้ยประกันปีไหน ลดหย่อนได้แค่ปีนั้น

มีบางคนเข้าใจผิดว่าซื้อประกันครั้งเดียว สามารถใช้หักค่าลดหย่อนตลอดอายุกรมธรรม์ ไม่ใช่นะครับ เขาเพียงระบุว่าประกันชีวิตที่ใช้ลดหย่อนได้ต้องเป็นประกันระยะยาวแบบ 10 ปีขึ้นไป ทีนี้มีบางเจ้าเหมือนกันที่เขาออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันออกมาชนิดที่จ่าย 5 ปี 7 ปี แล้วคุ้มครองไป 10-15 ปี นั่นหมายความว่าคุณชำระค่าเบี้ยเพียง 5 ปีหรือ 7 ปีเพื่อได้รับความคุ้มครองยาวนานเกินกว่า 10 ปีและ 15 ปี ในความเป็นจริงคือคุณชำระค่าเบี้ยปีไหนก็สามารถเอาเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนได้เฉพาะปีนั้น เกิดคุณชำระค่าเบี้ยครบตามจำนวนแล้ว 5 ปี ปีต่อไปไม่ได้ชำระแล้ว นั่นหมายความว่าคุณจะนำมาลดหย่อนต่อไม่ได้ ไม่งั้นคุณต้องซื้อกรมธรรม์ตัวใหม่เพิ่มเติม เข้าใจตรงกันนะ

3) เงื่อนไขของ LTF/RMF ที่เปลี่ยนไป

มีข่าวลือออกมาหนาหูว่าก่อนหน้านี้ว่าเขาจะยกเลิก LTF/RMF  มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ นี่มีร้องไห้โฮเลยนะ เพราะสำหรับบางคนเงินก้อนนี้คือเงินที่ใช้หักค่าลดหย่อนที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ตอนนี้ดีใจได้ละ เขายังไม่ยกเลิกนะฮะ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเล็กน้อย จากที่สามารถซื้อได้ 15% จากรายได้รวมทั้งหมด เป็น 15% จากรายได้ที่พึงต้องเสียภาษี นั่นหมายความว่ารายได้อันไหนที่ได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว ไม่สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณได้ เงินได้ที่ว่านี้ได้แก่ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง ค่าตำแหน่ง เบี้ยประชุม ดอกเบี้ยจากสลากออมสิน เป็นต้น

4) บริจาคยังไง ถึงได้หักค่าลดหย่อน 2 เท่า

มีหลายคนยังคงเข้าใจว่าเงินบริจาคเพื่อการศึกษาทุกชนิดสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า ไม่ใช่นะครับ การมอบทุนการศึกษา หรือสนับสนุนกิจกรรมทางการศึกษาบางรายการไม่เข้าข่ายที่สรรพากรกำหนด คือในใบเสร็จรับเงินจะต้องออกโดยสถาบันการศึกษาที่สรรพากรขึ้นทะเบียนให้เท่านั้น แถมยังต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าเงินบริจาคนั้นเป็นไปเพื่อการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ สร้างตึกอาคารเรียน ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับประกาศกระทรวงได้ที่นี่ครับ

5) ร้องไห้หนักมากเมื่อสรรพากรเรียกพบ

สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป สรรพากรจะขอเรียกพบใน 3 กรณีคือ 1) กรอกแบบฟอร์มผิด ส่งหลักฐานให้ไม่ครบ 2) อาจหาญเรียกเงินภาษีคืนแบบว่าเยอะผิดสังเกต 3) ตรวจสอบพบในภายหลังว่ามีบางรายการไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้จริง ใน 2 กรณีแรกคงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมาย เมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจแล้วพบว่า ภงด.90/91 ที่คุณยื่นไปมีปัญหา เขาก็แค่เรียกมาปรับทัศนคติกันเล็กน้อย แต่ในกรณีที่ 3 นี่แสบมาก เพราะเขาไม่ได้เอะใจจนกระทั่งเวลาผ่านไปได้หลายเดือนแล้วค่อยแจ้งว่าคุณหักค่าลดหย่อนสูงเกินจริง หรือไม่สามารถนำมาใช้ได้ นั่นหมายความว่าคุณอาจโดนภาษีย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ยที่คิดตามจำนวนเดือนที่ผ่านมา โดนมาแล้วครับ ตกใจตื่นเมื่อรู้ว่าดอกเบี้ยแพงเกือบจะทบต้น เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าควรอ่านบทความนี้หลายๆ รอบ กรอกแบบฟอร์มภาษีให้ถูกต้อง เพราะถ้าคุณโดนสรรพากรทวงเงินคืนล่ะก็ เตรียมร้องจ๊ากได้เลย แต่ถ้าคุณริอ่านขอเงินภาษีคืน บางทีคุณอาจต้องร้องเพลงรอต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนด (ดอกเบี้ยไม่มีให้นะจ๊ะ อยากได้จริงต้องกล้าทวง ได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่อง)

ทำความรู้จักกับ LTF และ RMF

สำหรับมือใหม่เพิ่งหัดลงทุน ผมแนะนำให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อกองทุนรวมให้ดี เพราะทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF (Long-term Equity Fund) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF (Retirement Mutual Fund) ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยคุณประหยัดภาษีได้อันดับต้นๆ เลยทีเดียว ถ้าคุณเป็นคนที่มีฐานเงินเดือนสูงติดเพดานบน ปีๆ นึงคุณสามารถหักค่าลดหย่อนได้สูงถึง 1 ล้านบาทเลยทีเดียว เรียกได้ว่ายังไม่ทันดูผลประกอบการของกองทุน คุณก็ประหยัดภาษีไปได้มากโขแล้ว
TSI
เวบไซต์ Thailand Securities Institute ได้รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับ LTF และ RMF ไว้โดยละเอียดตั้งแต่
เพื่อทำความเข้าใจกันแบบง่ายๆ ผมขอสรุปโดยย่ออย่างนี้ละกันครับ ถ้าเป้าหมายการลงทุนของคุณเป็นแบบระยะสั้น ให้เน้นซื้อ LTF ซื้อให้เต็มพิกัดเลยถ้าเป็นไปได้ คุณสามารถขายคืนได้ใน 5 ปีปฏิทิน (หมายเหตุ: เงื่อนไขการขายอาจมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในปีหน้า โปรดติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด) เช่นซื้อเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 คุณสามารถขายคืนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายในการสะสมทรัพย์เพื่อการเกษียณอายุ ให้เลือกซื้อ RMF หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ (รายละเอียดดูในหัวข้อถัดไป) แม้กำหนดเวลาในการขายคืนจะยาวนานจนถึงตอนคุณอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว คุณจะได้เงินก้อนหรือเงินงวดไปใช้แบบไร้กังวล เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการความมั่นคงในวัยที่หมดแรงทำงานมาถึงความยากที่สุดในการตัดสินใจลงทุน นั่นคือการเลือกช้อปกองทุนนั่นเอง โดยส่วนตัวผมจะใช้ปัจจัยทั้ง 5 ข้อนี้ในการเลือกซื้อกองทุนของแต่ละสถาบัน ปกติเรื่องแบบนี้เขาห้ามชี้ชวนครับ มันขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุนของแต่ละบุคคลด้วย ทางที่ดีควรอ่านบทวิเคราะห์จากหลายๆ แหล่งประกอบกัน (โปรดใช้วิจารณญาณก่อนวู่วามลงทุนโดยไม่ศึกษาข้อมูลให้ดี)
1. Credibility ให้ดูที่ความมั่นคงและชื่อเสียงของบริษัทจัดการกองทุน (ตรวจสอบรายชื่อได้ที่สมาคมบริษัทจัดการลงทุน) บางกองอาจให้ผลตอบแทนสูงก็จริง แต่ถ้าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงต่อการถูกเทคโอเวอร์หรือเปลี่ยนทีมผู้บริหารจัดการกองทุนก็ให้ระวังกันนิดนึงนะครับ (ปัจจัยหลังอาจมีผลกระทบต่อ Fund Performance ในอนาคตเหมือนกัน)
2. Convenience เน้นความสะดวกในการซื้อขายและติดต่อเจ้าหน้าที่ (ในกรณีนี้ธนาคารพาณิชย์ที่มีสาขาเยอะจะได้เปรียบ) หากการซื้อขายมันวุ่นวายมาก แถมทำธุรกรรมบนออนไลน์ไม่ค่อยสะดวกด้วย อันนี้ไม่ค่อยแนะนำสำหรับมือใหม่เพิ่งหัดเล่น แต่สำหรับมือเก๋านี่เลือกเอาที่ชอบที่ชอบเลยครับ
3. Rik Profile นโยบายในการลงทุนสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เรารับได้ (กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลักจะมีความเสี่ยงต่ำ กองทุนที่ลงทุนในตราสารทุนเป็นหลักจะมีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนส่วนมากก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อ่านวิธี การจัดพอร์ตการลงทุนที่นี่ หรือ จะลองทำแบบทดสอบดูก่อนว่า คุณยอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน)
4. Size ขนาดมีความสำคัญ ให้ดูที่ขนาดของกองทุน (ยิ่งกองไหนมี Market Capitalization หรือมูลค่าตามตลาดสูง ยิ่งถือได้ว่าเป็นกองทุนยอดนิยม มีคนจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อกองประเภทนี้ ถือว่าเราคือคนส่วนมาก) โดยมากกองทุนที่มีขนาดใหญ่จะมีอายุขัยยาวนานกว่ากองทุนขนาดเล็กที่เน้นผลตอบแทนในระยะสั้น
5. Past Performance บทพิสูจน์ฝีมือของบริษัทจัดการกองทุนคือผลการดำเนินงานย้อนหลัง ดูได้จากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ NAV (Net Asset Value) ย้อนหลัง (ยิ่ง Return Rate เปอร์เซ็นต์สูงๆ แสดงว่า บลจ. นั้นบริหารพอร์ตดูดีมีกำไร) ในบรรดาทั้ง 5 ข้อนี้ โดยส่วนตัวจะให้น้ำหนักข้อนี้มากที่สุด เรียกได้ว่าขอดูที่ผลงานเป็นหลัก ปัจจัยอื่นคือส่วนเสริม
ส่วนถ้าใครอยากวิเคราะห์เจาะลึกผลการดำเนินงานของกองทุนแต่ละประเภท ลองเข้าไปดึงข้อมูลด้วยตัวเองจากเวบ www.morningstarthailand.com ครับ
ผมลองดึงข้อมูลขึ้นมาให้ดูทั้ง 2 ประเภทว่า กองไหนเด็ดจากการจัดอันดับของ Morning Star Thailand เห็นได้ว่าติดลบกันระนาวสำหรับปีนี้ (2558) คิดซะว่าเป็นการลงทุนระยะยาว คือได้เก็บยาวเลย อย่าหวั่นแม้วันแดงเถือก

LTF 2558
LTF Rating (as of Oct 5, 2015) by Morning Star Thailand
RMF 2558
RMF Rating (as of Oct 5, 2015) by Morning Star Thailand


ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) กับ RMF ต่างกันอย่างไร

การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเพิ่มเติมค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ซึ่งวงเงินที่เพิ่มขึ้นต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. แล้วจะต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีเดียวกัน
แม้ว่า Annuity กับ RMF จะตอบวัตถุประสงค์เดียวกันคือการสะสมทรัพย์เพื่อการเกษียณ แต่ก็ยังมีความต่างในบางประเด็นที่น่าสนใจก็คือ
  • ด้านการคุ้มครอง: ในกรณีที่เสียชีวิตก่อนครบกำหนดอายุ RMF จะไม่มีการคุ้มครอง แต่ว่าประกันแบบบำนาญมีการคุ้มครองตามมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญจนกระทั่งครบระยะเวลาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
  • การรับรายได้ยามเกษียณ: ผู้ซื้อกองทุน RMF จะรับเป็นเงินก้อนเดียวเมื่อถือครบ 55 ปี ในขณะที่ผู้ซื้อประกันแบบบำนาญจะได้รับเงินบำนาญประจำปี ยาวนานถึง 26 งวด
  • อัตราผลตอบแทน: RMF มีโอกาสให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการกองทุนของ บลจ. ในขณะที่ประกันแบบบำนาญให้อัตราผลตอบแทนที่แน่นอน
  • ความสามารถในการสร้างรายได้: RMF เหมาะกับคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะผู้ลงทุนสามารถกำหนดมูลค่าการลงทุนในแต่ละปีได้ ในขณะที่ประกันแบบบำนาญเหมาะสำหรับผู้มีรายได้ที่แน่นอน แต่ว่าสามารถเลือกชำระครั้งเดียวในระหว่างอายุ 55 ถึง 65 ปี
ท่านที่สนใจดูรายละเอียดเกี่ยวกับประกันแบบบำนาญ ลองเข้าไปเช็คข้อมูลในเวบไซต์ AIA ก็ได้ครับ มีทั้งแบบ เอไอเอบำนาญ 60/85 และ เอไอเอ บำนาญมั่นคง นอกจากนี้ก็ยังมี Pro Annuity A90/A60 ของค่ายกสิกรไทยธนชาติบำนาญ 85/60ออมสินบำนาญ 90/60 ฯลฯ
ทีนี้ลองมาดูรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไข และการคำนวณว่า เราสามารถซื้อประกันแบบบำนาญเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้เกินสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี พร้อมตัวอย่างในการคำนวณทั้ง 4 แบบ (คลิ๊กได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ)

การเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต

การประกันชีวิตถือเป็นเครื่องมือทางการเงินอีกตัวหนึ่งที่ทำให้คุณประหยัดภาษีในแต่ละปีไม่ใช่น้อย เมื่อก่อนเขาอนุญาตให้ทำประกันในวงเงินแค่ 50,000 บาท พอปรับขึ้นมาเป็น 100,000 บาท มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็มีเฮ เพราะการทำประกันชีวิตนอกจากจะทำให้หักค่าลดหย่อนทางภาษีได้แล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้เราสำรองเงินเก็บไว้ใช้ในระยะยาวอย่างน้อยก็เป็น 10 ปี และที่สำคัญสิ่งที่แถมมากับประกันคือความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต เงินทุนประกันจะเป็นเกาะคุ้มกันให้คนข้างหลังไม่ต้องเดือดร้อน ผมเริ่มซื้อประกันฉบับแรกแบบคุ้มครองนานถึง 20 ปี (เลือกแบบสะสมทรัพย์) เผลอแผล็บเดียวสะสมทุนไปแล้วเกือบครึ่งล้าน อีกครึ่งทางเท่านั้นก็จะได้เงินก้อนใหญ่กลับมาตอนอายุ 50 ปี นอกจากนี้ผมยังมีกรมธรรม์ฉบับย่อยที่ซื้อแบบจ่าย 5-7 ปี แต่ว่าคุ้มครองนานถึง 10 ปี ทุกวันนี้ผมใช้วงเงินประกันเต็มพิกัด 100,000 บาท เพราะมันเหมือนว่าเรากันเงินก้อนนี้ออกไปต่างหากเผื่อเอาใช้ในวันที่เราหยุดทำงาน และผมเชื่อแน่ว่าอีกไม่เกิน 10 ปี ผมจะมีเงินสำรองไว้ใช้ไม่พอเพียงต่อการเกษียณแน่นอน นี่แหละที่เขาเรียกว่า “กระปุกออมสินตัวโต” สะสมวันนี้เพื่อสบายในวันหน้าครับ
ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบประกันชีวิตตลอดชีพ ชำระแบบ 15 ปี 20 ปี เลือกแบบมีปันผล หรือแบบไม่ปันผล แบบกำหนดระยะเวลา ฯลฯ คือตัวแทนเขาสามารถ customize ให้ตรงกับไลฟสไตล์เรามากที่สุด ถ้าจะให้แนะนำว่าควรทำกับประกันเจ้าไหนดี ผมแนะนำให้เลือกบริษัทที่มีความมั่นคง และที่สำคัญเลือกทำกับตัวแทนที่เขายินดีสละเวลาอธิบายเพื่อเลือกกรมธรรม์ที่เหมาะกับเรามากที่สุด อย่าลืมนะครับว่าคุณต้องใช้บริการกับเขานานนับสิบปี ฉะนั้นต้องเลือกคนดีที่ไม่ปลิ้นปล้อน อัธยาศัยดี และบริการเอาใจใส่ คลิ๊กรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทประกันชีวิตได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

ที่นี่มีคำตอบ ไขสงสัยเรื่อง LTF, RMF

หลังจากอ่านข้อมูลละเอียดถี่ยิบขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำให้คุณเข้าใจได้มากขึ้นรึเปล่า แต่ถ้ายังสงสัยอีกล่ะก็ ผมขอทำนายด้วยการถามเอง ตอบเอง ดังนี้ครับ

เราควรซื้อ LTF และ RMF ช่วงไหน ถึงจะได้กำไรสูงสุด?

ถ้าไม่ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรง โดยปกติแล้วกองทุนจะมีผลประกอบการดีในช่วงปลายปี นั่นหมายความว่าราคาต่อหน่วยจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้แบ่งซื้อเป็นช่วงๆ แบบกระจายความเสี่ยง อย่าเก็งจนกระทั่งใกล้วันส่งท้ายปีเก่า โดยทั่วไปทั่วไปคนมักจะมาแห่แหนซื้อ LTF และ RMF เอาตอนปลายปี ด้วยเหตุผลง่ายๆ 2 ประการคือ หนึ่งไม่มีเวลาหรือลืม และอีกเหตุผลคือ บลจ. ทั้งหลายชอบจัดงานโรดโชว์โค้งสุดท้ายตอนปลายปีพอดี คือถ้ามันวุ่ยวายมากและไม่มีเวลาติดตามผลประกอบการของแต่ละกองทุน แนะนำให้ซื้อเป็นแบบ Saving Plan ไปเลยครับ คือการซื้อแบบสะสมเป็นแบบรายเดือน อย่าห่วงมากนักกับการได้ของแถมของแจก เน้นที่ผลงานการบริการกองทุนจะดีกว่านะครับ

จะรู้ได้อย่างไรว่า LTF, RMF, ประกันชีวิตทั่วไป และ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่เราซื้อไปมันจะไม่ติดลิมิต?

ถ้าอยากรู้ว่าเราสามารถซื้อ LTF, RMF และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตได้สูงสุดเท่าไหร่ ให้เริ่มจากการประเมินรายได้(ที่พึงเสียภาษี)ตลอดทั้งปี คูณด้วยอัตราค่าลดหย่อน มูลค่าที่ได้จะต้องไม่เกินเพดานที่ระบุไว้ในข้อกำหนดของกรมสรรพากรที่ได้อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ ลองดูตัวอย่างการคำนวณ หรือใช้ โปรแกรมวางแผนประหยัดภาษี ด้วยการกรอกตัวเลขเข้าไปดู แล้วคุณจะพอรู้ว่าคร่าว ๆ ว่าอัตราสูงสุดที่คุณสามารถซื้อได้เป็นเท่าไหร่ (ดูรายละเอียดใน Section ถัดไป) สมมุติว่าคุณมีรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 600,000 บาท (เงินเดือน 50,000 บาท) คุณจะซื้อ LTF ได้ไม่เกิน 90,000 บาท (15% ของ 600,000 บาท) RMF ก็คล้ายกัน แต่ต้องหักเงิน กบข. หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกไปก่อน เช่น บริษัทเก็บเงินสะสมเข้า Provident Fund ให้เราอยู่ที่ 30,000 บาท (5% ของเงินเดือน) คุณจะซื้อ RMF ได้ไม่เกิน 60,000 บาท (90,000-30,000 บาท) ส่วนประกันชีวิตนั้นซื้อได้ไม่เกิน 100,000 บาทครับ ส่วนการการซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญให้คำนวณจากโควต้าของ RMF+กบข.+Provident Fund รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15% ของรายได้ที่พึงเสียภาษี และมูลค่ารวมไม่เกิน 500,000 บาท

คนเงินเดือนน้อยๆ จำเป็นต้องซื้อประกัน, LTF และ RMF หรือไม่?

คนฐานรายได้น้อยๆ มักจะได้รับประโยชน์ในการประหยัดภาษีในอัตราที่น้อยกว่าคนฐานรายได้สูงก็จริง โดยเฉพาะกับคนที่มีรายได้ต่อปีไม่ถึง 150,000 บาท (คนกลุ่มนี้เข้าข่ายไม่ต้องจ่ายภาษีอยู่แล้ว) แต่ถ้ามองในมุมของความคุ้มครองและการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ ผมก็ยังเชียร์ให้ซื้อประกันไว้บ้างเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน โดยเฉลี่ยแล้วผลตอบแทนที่ได้รับจากการซื้อกองทุนก็ยังสูงกว่าการฝากเงินอยู่ในบัญชีออมทรัพย์เป็นไหนๆ รู้อย่างนี้แล้วควรเอาเงินเย็นที่เก็บไว้อยู่นิ่งๆ ออกมาลงทุนให้มันผลิดอกออกผลจะดีกว่านะครับ สรุปว่าซื้อเถอะครับถ้ามีเงินเหลือ

เสียภาษีผ่านช่องใดสะดวกที่สุด แล้วควรยื่นตั้งแต่เมื่อไหร่?

ผมแนะนำให้ยื่นแบบออนไลน์ผ่านเวบไซต์ของกรมสรรพากรแต่เนิ่น ๆ เพราะว่าสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องไปต่อคิวที่สำนักงานพื้นที่สาขาให้เมื่อยตุ้ม และที่สำคัญถ้าคุณคำนวณภาษี และกรอกข้อมูลได้ถูกต้องเป๊ะ เข้าข่ายเป็นบุคคลที่ไม่ต้องสงสัย (เพราะไม่ได้เรียกภาษีคืนมากจนผิดสังเกต) คุณจะได้รับเช็คภาษีคืนด้วยความรวดเร็ว โดยไม่ต้องยื่นเอกสารใดๆ เพิ่มเติม แต่ถ้าคุณยื่นแบบช้า แถมข้อมูลไม่ตรงกับระบบข้อมูลของกรมสรรพากร คุณอาจได้รับแจ๊คพ็อตให้นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานพื้นที่ ในกรณีนี้ คุณอาจได้รับเงินคืนช้า ซ้ำร้ายหากคุณหักค่าลดหย่อนเกินจริง อาจจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งกระทง คุณสามารถยื่นแบบได้ตั้งแต่ 1 มกราคม แต่ไม่เกิน 8 เมษายนนะครับ (คลิ๊กที่นี่เพื่อยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา)

เครื่องมือคำนวณภาษีและตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน

ผมทดลองใช้เครื่องมือทางการเงินจากหลายๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นเวบของสรรพากรเอง สถาบันการเงิน และสมาคมต่างๆ แต่ที่ติดใจเป็นพิเศษ เห็นจะมีของ 3 เจ้านี้ คือ TSI Financial ToolsK-Expert ของ KBank แล้วก็ AIA Online Advisor ลองมาดูทีละอันกันครับ
ในเวบไซต์ของ TSI จะมีเครื่องมือช่วยคำนวณสถานะทางการเงิน และการวางแผนประหยัดภาษีที่หลากหลาย ผมได้แนบลิงค์ที่น่าสนใจไว้ให้แล้ว คลิ๊กเข้าไปลองทำแบบทดสอบได้เลยครับ แล้วคุณจะรู้ว่าสุขภาพการเงินของคุณตอนนี้มันย่ำแย่ หรือว่ามันดีกว่าที่คุณคิด
ในเวบของ K-Expert คล้ายๆ กับของ TSI คือเขามี Tools ที่เรียกว่า Financial Plan เป็นโปรแกรมคำนวณตรวจสอบสุขภาพทางการเงิน วางแผนภาษี วางแผนการลงทุน และเครื่องมือแบบทดสอบต่างๆ) ที่น่าสนใจคือคุณสามารถดาวน์โหลด K-Expert Saving Memo Online ให้คุณสามารถบันทึกรายรับ-รายจ่ายเพื่อเป็นการฝึกวินัยการออมอีกด้วย
ค่าย AIA เขาก็ไม่น้อยหน้า พัฒนา interactive tool ที่ชื่อว่า AIA online advisor เป็นโปรแกรมที่ทำให้คุณสามารถตรวจเช็คสุขภาพการเงินใน 5 รูปแบบ (เช็คหลักประกันของครอบครัว, ตรวจสอบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุบัติเหตุและสุขภาพ, คำนวณเงินออมเพื่อการศึกษา เพื่อการเกษียณอายุ รวมถึงการออมระยะสั้นเพื่อซื้อทรัพย์สินหรือใช้จ่ายตามประสงค์) แถมยังมีแบบทดสอบประเมินความเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายแรง 4 ชนิด (กลุ่มโรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน) ให้ลองเล่นอีกด้วย
ว่าแล้วก็ลองเข้าไปเล่นซักหน่อย โดยเลือกโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงินเพื่อการเกษียณ ตามคอนเซปต์แก่แล้วต้องไม่อดตาย พอใส่ข้อมูลลงไป ขอไม่เปิดเผยว่าตอนนี้อายุเท่าไหร่ มีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่ (กลัวสรรพากรจะมาเล่นงานเอาน่ะ โทษฐานรวยผิดปกติ) แต่พอเราระบุว่าจะเกษียณอายุตอนอายุ 55 ปี อยากมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท กะว่าจะอยู่จนถึงอายุ 75 ปี หลงจ้งคือเราต้องมีเงินเก็บสะสมถึง 7,200,000 บาท OMG และถ้าเอาเงินจำนวนนี้หักกับเงินสะสมที่มีอยู่ในปัจจุบัน มันก็จะคำนวณออกมาให้เสร็จสรรพว่าเราควรจะต้องออมอีกเดือนละเท่าไหร่จึงจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่เรากำหนดไว้ ถ้าคุณอยากรู้ว่าเงินสะสมที่มีอยู่จะพอเลี้ยงคุณไหวมั๊ยในยามแก่เถ้า ลองทำแบบทดสอบนี้ดูครับ ตกใจตอนนี้ดีกว่าใจหายตอนหมดแรงทำมาหากินนะครับ
อีกแบบทดสอบนึงก็น่าสนใจดี ผมเลือกประเมินความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน เพราะคุณพ่อมีโรคประจำตัวนี้อยู่ ก็เลยแอบเสียวว่ากรรมพันธุ์มันจะเล่นงานเอา ผมเริ่มกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง รอบเอว พฤติกรรมการกินผัก การออกกำลังกาย และประวัติของคนในครอบครัว อะไรประมาณนี้ พอคลิ๊กดูคำทำนาย เห็นผลลัพธ์แล้วค่อยโล่งอกหน่อย เพราะ AIA online advisor บอกว่าเราเป็นคนมีความเสี่ยงน้อย รู้อย่างนี้ค่อยมีแรงชวนชิมกินต่อไป 555
มีอีกตั้งหลายเครื่องมือที่น่าลองเล่น โปรแกรมนี้เข้าใจง่าย แถมยังสนุกดีอีกด้วย ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม ให้ตั้งสติเอาไว้ แก้ตัวใหม่ด้วยการปรับวิถีชีวิต และเริ่มวางแผนการเงินอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ครับ

อิสรภาพทางการเงิน

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พูดถึงเรื่องเก็บเงิน เก็บทอง ประหยัดภาษีแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” หรือ Financial Freedom คำนี้ถูกพูดถึงมากในยุคที่เพื่อนๆ รอบตัวเรากลายเป็นมนุษย์ MLM กันไปซะหมด ถ้าหากคุณได้ยินเสียงคำเชื้อชวนไปทานข้าว หรือไปร่วมลงทุนทางธุรกิจแบบมีเงื่อนงำ ให้พึงคิดไว้ว่าเพื่อนคนนั้นมีเจตนาแอบแฝงอยู่ คือจู่ๆ ก็บอกว่าคิดถึงทั้งๆ ที่ไม่เคยติดต่อมานานนับสิบปี จะชวนร่วมหุ้นทำธุรกิจทั้งทีก็เริ่มต้นด้วยการทำผิดศีลซะละ (มุสาวาทา) ถึงยังไงก็ต้องยอมรับนะครับว่ามีหลายคนที่ค้นพบอิสรภาพทางการเงินจากอาชีพนี้ มันเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจมากๆ หากคนๆ นั้นจะประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องเสียเพื่อนไปเพียงเพราะบ้ากับคำว่าอิสรภาพทางการเงินมากจนสูญเสียอิสรภาพความเป็นตัวของตัวเอง
หัวใจสำคัญของการจะมีอิสรภาพทางการเงินนั้นคือความสามารถในการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ที่หนังสือของ Robert Kiyosaki ขายดีก็เพราะคนส่วนใหญ่คิดอยากรวยแบบไม่ต้องทำงาน(หนัก) แน่นอนคงไม่มีใครอยากเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนไปตลอดชั่วชีวิต (Employee) คงไม่มีใครอยากมีธุรกิจส่วนตัวโดยไม่มีเวลาพักผ่อน (Self-employed) คงไม่มีใครอยากเป็นนักลงทุนที่คอยหวาดผวาว่าหุ้นจะร่วงขึ้นมาเมื่อไหร่ (Investor) การจะเป็นเจ้าของกิจการ (Business Owner) โดยให้ระบบงานหรือเงินทำงานแทนเรานั้นไม่ได้เกิดจากคิดรวยทางลัด แต่เกิดจากการวางแผนชีวิตอย่างเป็นระบบ ลงทุนและลงแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในระยะยาว (บังเอิญผมไปเจอบทความที่ Mr.Messenger เคยเขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้พอดี เลยขออนุญาตแปะลิงค์ให้ตามไปอ่านกันครับ อิสรภาพทางการเงิน แบบเข้าใจง่าย)
บ่อยครั้งที่คำว่าอิสรภาพทางการเงินนั้นมักถูกโยงไปถึงการสร้าง Passive Income มันเป็นการสร้างรายได้ชนิดหนึ่งโดยไม่ต้องลงแรงมากเหมือนงานประจำ แต่เป็นการลงทุนเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในระยะยาวโดยให้ระบบงานทำเงินให้เรา ก่อนอื่นคุณต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า ลึกๆ แล้วหลายคนอยากรวย และอยากรวยแบบขี้เกียจซะด้วย คือไม่ต้องออกแรงเยอะ อะไรงี้ นี่ไงครับที่ทำให้คนทั่วบ้านทั่วเมืองติดการพนัน หวยใต้ดิน และหวยชาเขียวกันยกใหญ่ เพียงเพราะคิดว่าความร่ำรวยนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน โดยส่วนตัว ผมมีความเชื่อว่า “ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่ายแล้วอยู่อย่างยั่งยืน” น้อยคนนักที่รวยได้โดยไม่ต้องลงทุน น้อยคนนักที่จะสบความสำเร็จโดยไม่เคยล้มเหลวมาก่อน ฉะนั้นอย่าคิดว่าการเลิกทำงานประจำ หรือเลิกทำธุรกิจของตัวเองแล้วหันออกมาเล่นหุ้นเป็นอาชีพ ตามล่าหาดาวน์ไลน์จากการขายเครื่องสำอางอาหารเสริมจะทำให้ชีวิตคุณพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก่อนคิดจะมีอิสรภาพทางการเงินคุณควรเข้าใจ 5 สิ่งนี้ก่อนครับ
1. เป้าหมายที่ชัดเจนคือเข็มทิศนำทางชีวิต (Life Goal) : คนเรามีเป้าหมายในชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง อยากใช้ชีวิตสบายๆยามเกษียณ ถ้าคุณกำหนดไลฟ์สไตล์ตัวเองได้ คุณก็จะรู้เองว่าควรทำอย่างไรให้มีในสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้
2. ใช้ให้น้อยกว่าที่หามาได้ โลภมากจะยากนาน (Saving): ต่อให้รวยขนาดไหน ถ้าใช้เงินมากกว่าที่มีย่อมจนได้พริบตา ต่อให้จนขนาดไหน ถ้าอยู่ได้โดยไม่มีหนี้ แถมยังรู้จักเก็บรอมหอมริบ สักวันหนึ่งคุณก็สามารถรวยได้เช่นกัน เพียงแต่รวยนี้ต้องลงแรงและใช้เวลา ไม่ใช่รอโชคช่วย ฉะนั้นต่อให้คุณมี Passive Income มากแค่ไหนก็ตาม อย่าใช้เงินเพลินจนลืมเนื้อลืมตัว ไลฟ์สไตล์ที่ดีไม่ได้เกิดจากความสามารถในการหาเงินมาปรนเปรอสนองกิเลสตัวเองอย่างไม่จำกัด หากแต่เกิดจากการใช้เวลาให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นต่างหาก
3. ใช้เงินต่อเงิน ลงทุนให้เงินมันงอกเงย (Investment): การออมช่วยให้เรามีกระแสเงินสดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ส่วนการลงทุนคือยอมรับความเสี่ยงที่อาจช่วยทำให้เงินงอกเงยเพิ่มมูลค่า แต่อย่าเอาไข่ทุกใบไปใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน การไม่เสี่ยงเลยคือเท่าทุนหรือบางครั้งก็อาจขาดทุนด้วยซ้ำ เสี่ยงมากก็มีสิทธิ์ขาดทุนหรือถึงขั้นล้มละลาย ฉะนั้นเราควรกำหนดความเสี่ยงที่เราพอรับได้ แล้วไปลงทุนในสินทรัพย์ กองทุน หรือในธุรกิจที่เรามีความเชี่ยวชาญ
4. หนทางสู่ความรวยคือรักในสิ่งที่ตัวเองทำ (Passion): การทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน (Employee) และเป็นเจ้าของกิจการ (Self-employed) เป็นงานที่เหนื่อยก็จริง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในอนาคต นั่นคือการผันตัวเองเข้าสู่การเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ (Shareholder) หรือนักลงทุน (Investor) ผมไม่ขอตอบว่าเป็นอย่างไหนดีที่สุด สบายที่สุด เพราะไม่ว่าเราจะเลือกเป็นอะไร ถ้าเราทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าคนทั่วไปเราก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้กัน หากคุณเป็นผู้ถือหุ้นที่จ้องเอาแต่ผลประโยชน์เข้าตัวเอง โดยไม่คิดถึงหัวอกคนทำงาน อิสรภาพที่คุณได้มามันคือการขังคนอื่นไว้ในกรงแทนคุณ จงสุขจากการทำงาน และทำให้คนอื่นสุขจากการมีงานทำ ระบบงานและระบบคนที่ดีจะช่วยบริหารเงินและงานแทนคุณเอง
5. ควรรู้จักอิสรภาพในการใช้ชีวิตก่อนที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน (Life Freedom):  อย่าให้ใครมาบอกคุณว่าอิสรภาพทางการเงินของคุณอยู่ที่ไหน คุณจะต้องรวยเท่านั้นเท่านี้ถึงจะมีอิสรภาพ เป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพียงแค่สะกดคำว่า “พอ” เป็น คุณก็มีอิสรภาพแล้วล่ะครับ อย่ารอให้มีเงินเป็นหลักร้อยล้านพันล้านแล้วจึงค่อยมีความสุขกับการใช้ชีวิต ก่อนจะมีอิสรภาพทางการเงิน คุณควรหันมาปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการทั้งปวงให้ได้ก่อน เมื่อไม่รู้สึกติดค้างกับใคร ไม่รู้สึกเสียดายที่ยังไม่ได้ทำอะไร แค่นี้อิสรภาพก็มาปรากฎอยู่ตรงเบื้องหน้าแล้ว
เอาล่ะครับเมื่อมี Mindset ที่ตรงกันแล้ว ขอแนะนำเพิ่มเติมกับ 8 เรื่องการเงินที่คุณควรรู้เพื่อให้คุณมีอิสรภาพทางการเงินในที่สุด 
ผมเองก็ทำงานหนักมาทั้งชีวิตในฐานะลูกจ้างกินเงินเดือน ตอนนี้ผันตัวมาเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งในเรื่องงานและกิจกรรมส่วนตัว ชีวิตมันเลยลงตัวโดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใครๆ โชคดีที่รู้จักเก็บรอมหอมริบตั้งแต่เริ่มทำงาน มีสินทรัพย์และเงินลงทุนเก็บไว้พอประมาณไว้ยามเกษียณ ผมกล้าบอกได้เลยว่าผมเพิ่งจะสะกดคำว่า “อิสรภาพ” เป็นก็ตอนที่รู้จักปล่อยวาง คุณเองก็ทำได้…ขอเพียงคุณตั้งใจฟังเสียงหัวใจของคุณเอง ทำในสิ่งที่คุณรักและถนัดให้ดีที่สุด แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความสุขนั้นมันเป็นความสุขที่คุณสามารถสัมผัสได้โดยไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้
ก่อนจบบทความอันแสนจะยืดยาวนี้ ขอฝากข้อคิดจากอภิมหาเศรษฐีอย่าง Warren Buffet ให้คุณได้ทบทวนกันอีกครั้ง
  • On Earning: Never depend on single income, Make investment to create a second source อย่าพึ่งพารายได้จากทางเดียว จงลงทุนเพื่อให้เกิดแหล่งรายได้แหล่งใหม่ขึ้นมา
  • On Spending: If you buy things you do not need, soon you will have to sell things you need ถ้าคุณซื้อของที่คุณไม่ต้องการ ในไม่ช้าคุณอาจต้องขายสิ่งของที่คุณต้องการออกไป
  • On Savings: Do not save what is left after spending, but spend what is left after saving อย่าออมจากสิ่งที่เหลือจากการใช้จ่าย ให้ใช้จ่ายจากสิ่งที่เหลือจากการออม
  • On Investment: Do not put all eggs in one basket ในการลงทุน อย่าใส่ไข่ทุกฟองอยู่ในตะกร้าใบเดียวกัน
ที่มา http://www.somchartlee.com/tax-saving/

 

Subscribe to our Newsletter

Contact our Support

อภิรัฐ ขาวสะอาด

โทร 081-4616665

Email apirathkh@gmail.com

Our Team Memebers